วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เทคนิคการลดบริโภคเกลือ



ลืมเรื่องไขมันไปก่อน ได้เวลาหันมาใส่ใส่กับเรื่องเกลือกันดีกว่า รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้เราบริโภคเกลือกันมากเกินไปแล้ว มาดูเทคนิคเพื่อที่จะลดบริโภคเกลือ เพื่อสุขภาพของเราเอง...
คำนวณตัวเลข ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีโซเดียมมากกว่า 0.5 กรัม เกลือ 1.25 กรัม ต่อน้ำหนักอาหาร 100 กรัม ถือว่ามีเกลืออยู่มาก ขณะที่โซเดียมน้อยกว่า 0.1 กรัม (เกลือ 0.25 กรัม) ถือว่ามีเกลืออยู่น้อย
ปรุงอาหารทานเอง ดร.แคตติ มอสส์ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า "พยายามทำอาหารกินเองให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ นี่เป็นวิธีเดียวที่จะสามารถควบคุมปริมาณมากน้อยของเกลือที่บริโภค"
ตรวจความดันโลหิต หมั่นตรวจความดันโลหิตเป็นประจำ ตรวจทุก 3 หรือ 4 ปี หากพบว่าความดันโลหิตสูง การลดการบริโภคเกลือเพียงวิธีเดียวอาจไม่เพียงพอ
รักษ์สุขภาพ ปฏิบัติตามสุขบัญญัติพื้นฐานกินผักผลไม้มากๆ ออกกำลังกายเป็นประจำ อย่าปล่อยให้อ้วน อย่าสูบบุหรี่ จำไว้โรคความดันโลหิตสูงเป็นแล้วไม่หาย แต่ควบคุมได้ ควรเริ่มต้นดูแลตัวเองเสียแต่วันนี้
ระวังเกลือบนโต๊ะอาหาร ควรเลือกใช้ที่เหยาะเกลือแบบมีรูเดียวแทนชนิดที่มีหลายรู เพราะจะทำให้เห็นปริมาณเกลือชัดเจนกว่า ผลการศึกษาพบว่าเราใช้ที่เหยาะเกลือแบบมีหลายรูมากกว่าชนิดที่มีรูเดียว
งดเว้นอาหารสำเร็จรูป หลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ โดยเฉพาะประเภทที่มีน้ำเกรวี่ หากไม่มีเวลาทำอาหารกินเอง ให้กินอาหารสำเร็จรูปแค่ครึ่งเดียว และกินผักเยอะๆ
ใช้สมุนไพรปรุงอาหาร สมุนไพรเป็นทางเลือกจากธรรมชาติที่ทดแทนเกลือได้เป็นอย่างดี
ซื้ออาหารที่มีโซเดียมต่ำ หากเลี่ยงใช้เกลือปรุงอาหารไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดให้เลือกซื้อเกลือที่มีโซเดียมต่ำ

10 อุปนิสัยการใช้สมาร์ทโฟนที่ผู้ใช้สมควรหลีกเลี่ยง


ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนเริ่มกลายสภาพอัพเกรดสถานะประหนึ่งปัจจัย ที่ 5 ของการดำรงชีวิตของประชากรเกือบค่อนโลกในปัจจุบัน ดังนั้น จึง ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เมื่อไม่ว่าจะเดินทางไปอยู่ส่วนไหนของโลก ภาพที่คุ้นชินและคุ้นตาก็คือภาพคนควักสมาร์ทโฟนขึ้นมาสัมผัสหน้าจอกันอย่าง เพลิดเพลินสนุกสนาน หรือติดต่องานอย่างเคร่งเครียด หรือคุยธุระปะปังต่างๆ ทีมผู้สื่อข่าวเทคโนโลยี ของสถานีโทรทัศน์ข่าวซีเอ็นเอ็น เลยเสนอรายงานพิเศษผ่านทางเว็บไซต์ของสถานี ผ่านการสำรวจแบบเจาะลึกจนได้ 10 อุปนิสัยยอดแย่ของการใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่ผู้ใช้งานสมควรหลีกเลี่ยงให้ ห่างไกล

เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง และให้เกียรติต่อคนรอบข้าง โดยซีเอ็นเอ็นเตือนว่าหากยังทำพฤติกรรมเหล่านี้อยู่ละก็ กรุณาหยุดโดยด่วน

1)เมาแล้วทวีต, ส่งข้อความ, อินสตาแกรม ฯลฯ เหตุผลง่ายก็คือ มั่นใจแค่ไหนว่าข้อความที่ส่งไปจะไม่สะกดผิด ตกหล่น จนทำให้ความหมายหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อน กระทั่งผู้ได้ข้อความต้องถามเพื่อนคนข้างๆ ว่าข้อความที่ส่งมาหมายถึงอะไร ต้องการอะไรกันแน่ ขณะเดียวกัน ก็ควรจะคิดได้เองว่าสมควรให้ใครต่อใครเห็นภาพเมาปลิ้น เมาเละ ของตนเองหรือไม่ หรือควรเก็บไว้ให้คนแปลกหน้าในบาร์รับรู้ไว้ก็เพียงพอ

2) เล่นสนุกกับสมาร์ทโฟนแทบจะทุกขณะที่ว่าง สำหรับใครที่มีพฤติกรรมประเภทว่างเป็นไม่ได้ต้องหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาใช้ ซีเอ็นเอ็นได้ยกคำกล่าวของออสติน คลีออน นักเขียนรายหนึ่งที่กล่าวว่า คนเราจำเป็นต้องมีห้วงขณะเวลาที่จะบำเรอความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง เป็นเวลาที่เราจะตัดการสื่อสารจากภายนอกเพื่อจะเกิดไอเดียแจ่มๆ เท่ากับว่า ถ้ามัวแต่พะวงถึงการเชื่อมต่อกับโลกผ่านทางสมาร์ทโฟนอยู่ตลอด แล้วอารมณ์สุนทรีย์จะเกิดขึ้นตอนไหน

3) คร่ำครวญดรามาให้โลกเห็น ทุกคนบนโลกล้วนสารพัดปัญหาคับอกคับใจเพียงพอกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น เลิกโอดครวญถึงความโหดร้าย ไม่ยุติธรรมบนโลกใบนี้ ยอมรับให้ได้เสียทีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสัจธรรมที่จะคงอยู่ต่อไป ไม่มีใครแคร์หรือใส่ใจ หรือถ้ามี อย่างน้อย คนเหล่านั้นก็อาจแค่รอหัวเราะเพราะเห็นเป็นเรื่องขบขัน

4) กลัวเกินเหตุ กลัวขึ้นสมองที่จะใช้โทรศัพท์ สืบเนื่องจากการทื่สมาร์ทโฟนทำให้ช่องทางการสื่อสารมีให้เลือกมากขึ้น จึงส่งผลให้ทางเลือกในการใช้โทรศัพท์พูดคุยกันลดความนิยมลงเรื่อยๆ ซึ่งบางครั้งก็ส่งผลร้ายแรงต่อความสัมพันธ์ระหว่างกัน ดังนั้น ยกโทรศัพท์และกดเบอร์เพื่อคุยกันซะ

5) มาไม่ทันงานคอนเสิร์ตหรือการแสดงต่างๆ เพราะมัวแต่ยุ่งกับการถ่ายรูป ปล่อยให้สมาร์ทโฟนดังระหว่างการเล่น และควงสมาร์ทโฟนแกว่งไปมาระหว่างรับฟังรับชมคอนเสิร์ต เหตุผลคงไม่จำเป็นต้องบอกว่าเพราะอะไร โดยซีเอ็นเอ็นกล่าวสั้นๆ แต่เพียงว่า สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับงานคอนเสิร์ตที่เกิดขึ้นในช่วงยุกก่อนที่เทคโนโลยีจะ ก้าวหน้า และสมควรจะต้องดีที่สุดต่อไปในอนาคตก็คือ การที่ผู้ชมรับชมอย่างตั้งใจและใส่ใจ

6) ส่งข้อความหรือภาพลามกอนาจาร หวังว่าคดีตัวอย่างที่เกี่ยวกับภาพหลุดทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับคนดัง เซเลบ ดารา หรือนักการเมืองคงพอจะใช้เป็นเหตุผลได้เพียงพอแล้ว

7) เปลี่ยนเพื่อนรักให้กลายเป็นศัตรูด้วยการบันทึกวีดีโอชวนขายหน้า งานนี้ นอกจากจะทำให้โกรธขึ้งจนแทบมองหน้ากันไม่ติดแล้ว ดีไม่ดีอาจไม่จบด้วยดี เพราะน่าจะมีมหกรรมเอาคืนเกิดขึ้นได้ง่าย

8) ใช้สมาร์ทโฟนยามอารมณ์พลุ่งพล่าน
ปุถุชนมักทำอะไรที่คาดไม่ถึงได้เสมอขณะที่กำลังโมโหโกรธา ซึ่งบางครั้งก็เป็นเรื่องงี่เง่าแทบไม่น่าให้อภัย ดังนั้นถ้าไม่อยากเสียใจภายหลัง อย่าใช้สมาร์ทโฟนยามกำลังเหวี่ยงวีน

9) เดินไปพิมพ์ข้อความไป อะไรก็ตามที่เร่งมากอาจรอได้สักเล็กน้อย เพื่อให้สามารถหาที่พักจัดการพิมพ์ข้อความให้เสร็จ หรือถ้ารีบมากนักก็กดเบอร์โทรออกซะก็หมดเรื่อง ไม่เช่นนั้นก็อาจไม่มีใครรับประกันความปลอดภัยของตัวคุณเอง

10) ใช้สมาร์ทโฟนในห้องน้ำ อย่า อย่าทำเด็ดขาด

ฟื้นฟูกล้ามเนื้อด้วย "นมช็อกโกแลต"



ทุกครั้งที่คุณออกกำลัง กายอย่างหนัก เช่น ยกเวท วิ่ง ปั่นจักรยาน ตีเทนนิส เป็นต้น จะมีการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ แต่รู้ไหมคะว่า การดื่มนมช็อกโกแลตชนิดพร่องมันเนย 8 ออนซ์ภายใน 2 ชั่วโมงแรกหลังการออกกำลังกาย ช่วยฟื้นฟูและสร้างกล้ามเนื้อได้ดี

เรื่อง นี้ได้รับการรับรองจากงานวิจัยถึง 4 ชิ้น ในงานสัมมนาทางวิชาการของ American College of Sports Medicine ที่ได้สรุปว่านมอุดมไปด้วยโพแทสเซียม ช่วยเรื่องการเต้นของหัวใจ การส่งออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง อีกทั้งยังเพิ่มไกลโคเจนซึ่งเป็นพลังงานที่สะสมภายในกล้ามเนื้อได้ดีหลังการ ออกกำลังกาย

ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมต้องเป็น "นมช็อกโกแลต" นั้น ก็เพราะเครื่องดื่มชนิดนี้ให้สัดส่วนของคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนที่เหมาะสมต่อการซ่อมแซมและสร้างกล้ามเนื้อใหม่ เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับคนที่กำลังมองหาเครื่องดื่มที่มีประโยชน์และราคาสบายกระเป๋า

7 ข้อดีจากรสเผ็ด



แพทย์เผยรสเผ็ดมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ลดเสี่ยงโรคร้าย บรรเทาเจ็บป่วย ปรับอารมณ์

หนึ่ง เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของอาหารไทย คือ รสเผ็ดจากพริกหรือเครื่องเทศที่ใช้ นอกจากจะเสริมให้อร่อยลิ้นแล้ว ถ้ารับประทานรสเผ็ดที่เหมาะสมย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพ

นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ เล่าว่า การกินเผ็ดแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้นั้นจะนำความเดือดร้อนมาให้ได้ เช่น กินเผ็ดจนเป็นโรคกระเพาะ หรือกินเผ็ดจัดในขณะท้องว่าง แถมยังกินผิดเวลา อย่างนี้เผ็ดก็เป็นโทษได้ ส่วนผู้ที่กินเผ็ดอย่างเข้าใจนั้นนอกจากจะได้เรื่องความอร่อยลิ้นแล้วยังได้อานิสงส์จากความเผ็ดในแง่สุขภาพอีกหลายข้อ ในวันนี้จะขอนำประโยชน์เผ็ดจาก “พริก” มาเล่าให้ฟังเป็นข้อๆ

เริ่มจากพริกช่วยป้องกันหัวใจ ด้วยวิตามินสำคัญ คือ วิตามินเอ, วิตามินซี, แคลเซียม และธาตุเหล็กมีมากในพริกสดและพริกแห้ง ถ้าห่วงเรื่องการเผ็ดมากให้ไปรับประทานพริกไทยหรือพริกหวานที่ใส่ในสลัดก็ ยังได้

ต่อมาช่วยขยายหลอดลม มีเคมีที่ช่วยขับเสมหะและเปิดคอให้โล่งขึ้น ในคนที่เป็นภูมิแพ้ การกินเผ็ดจะช่วยได้ดีมาก หากเป็นเด็กอาจเพียงแค่พริกไทยหรือใช้หัวหอมที่เผ็ดน้อยพอ และสำหรับเด็กน้อยกับผู้สูงวัยขอให้ระวังอย่าให้สำลักพริกด้วย

ทั้งยังช่วยไล่เซลล์มะเร็ง แค่พริกป่นง่ายๆ อย่างนี้ก็ช่วยกำจัดเซลล์มะเร็งได้ โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชาย และมะเร็งผิวหนังกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วย เพราะพริกช่วยล้างพิษ (Detox) ให้กับร่างกาย ลำพังใช้พริกป่นในพวงเครื่องปรุงก๋วยเตี๋ยวก็ช่วยได้แล้ว แต่ถ้ายิ่งได้รับประทานพริกสดด้วย อย่างน้ำปลาพริกขี้หนูสดก็ยิ่งช่วยได้ดี

นอกจากนี้ความเผ็ดของพริกช่วยลดไขมัน ป้องกันลิ่มเลือดจับตัว และช่วยคุมน้ำหนัก เพราะทำหน้าที่เผาผลาญพลังงานให้ด้วย ทั้งนี้จากการศึกษาในอินเดียพบว่า อาสาสมัครที่รับประทานพริกนั้นให้ผลในการลดลิ่มเลือดอุดตันตามหลอดเลือดได้ อีกทั้งปลอดภัยจากสารพิษตกค้างไม่เหมือนกับกินยาด้วย

แล้วยังสามารถลดปวดด้วยกรดเผ็ด ที่เรียกว่า “แคปไซซิน” ในพริก รวมถึงสาร “เคอคิวมิน” ในเครื่องเทศอย่างขมิ้นที่ช่วยดับไฟอักเสบได้ จึงเหมาะกับผู้มีอาการปวดไปจนถึงแสบร้อนจากการอักเสบตามที่ต่างๆ อาทิ โรคเริม, งูสวัดไปจนถึงปวดอักเสบตามข้ออย่างรูมาตอยด์, ข้อเสื่อม และอาการปวดฟกช้ำทั้งหลาย

พริกเผ็ดยังช่วยคลายเครียด พริกเป็นอาหารร่าเริงที่แท้จริงเพราะสร้าง “เอ็นดอฟิน” เป็นเคมีสุขที่ทำให้สดชื่นมีชีวิตชีวาหลั่งออกมาภายหลังจากกินเผ็ดไปไม่นาน ลองสังเกตอาการหลังทานส้มตำพริกสิบเม็ดได้ว่าเหงื่อออกแล้วสบายตัวสดชื่นดี

และสุดท้ายช่วยเรียกน้ำย่อยเจริญอาหาร ผู้ใหญ่มักเบื่ออาหารเมื่อถึงวัยหนึ่ง ดังนั้นการได้รับประทานรสเผ็ดจะช่วยสะกิดต่อมรับรสให้รู้โอชะได้ดีขึ้น นอกจากรสขมแล้วเผ็ดเป็นรสที่ช่วยกระตุ้นดอกลิ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่น เอง.

วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2555

5 วิธีเพิ่มการเผาผลาญในวัย 40 up


การลดน้ำหนักสำหรับสาวแรกรุ่นดูจะเป็นเรื่องไม่ ยากเย็นนัก เพราะระบบเผาผลาญของสาว ๆ ยังทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพอยู่ แต่ถ้าอายุเหยียบเลข 4 แล้วล่ะก็ ระบบเผาผลาญจะเริ่มทำงานช้าลงไปเรื่อย ๆ
                  ถ้าอายุเหยียบเลข 4 แล้วล่ะก็ ระบบเผาผลาญจะเริ่มทำงานช้าลงไปเรื่อย ๆ และถ้าคุณอยู่ในกลุ่ม 40Up แล้ว ต้องเร่งระบบการเผาผลาญให้ตัวเองได้แล้วล่ะ ด้วย 5 วิธีที่เราขอเสนอ

          1.ทานให้พอดี
                 รู้ไหม? หากคุณรับประทานอาหารน้อยกว่า 1,000 แคลอรี่ต่อวัน หรือเน้นแต่การไดเอตมากเกินไป นั่นจะยิ่งทำให้ระบบการเผาผลาญทำงานช้าลง เพราะอะไรน่ะหรือ? ก็เพราะร่างกายจะพยายามเก็บพลังงานเอาไว้ให้คุณนั่นไงล่ะ เพราะฉะนั้น ขอแนะนำให้คุณสาว ๆ วัย 40 อัพ พยายามทานอาหารมื้อย่อย ๆ บ่อย ๆ ซึ่งมันจะช่วยเร่งอัตราเมตาบอลิซึ่มให้คุณได้ ที่สำคัญ ควรเลือกทานอาหารที่ไม่ใช่อาหารแปรรูป เช่น ข้าวกล้อง ผักสีเขียว ผลไม้สด หรือโปรตีนที่ปราศจากไขมัน (Lean Protein) เช่น อกไก่ ไข่ขาว ปลา
         2.จำไว้! อาหารเช้าสำคัญมาก ๆ
              หากต้องการเร่งระบบเมตาบอลิซึ่ม คุณควรจะทานอาหารเช้าภายใน 2 ชั่วโมง หลังจากลุกจากที่นอน เพราะอาหารมื้อนี้แหละที่จะช่วยเติมพลังให้คุณไปทั้งวัน แนะนำให้เน้นการทานโปรตีน เช่น ไข่ขาว และผลไม้ อย่างเช่น เกรปฟรุต ซึ่งจะช่วยเติมพลังงานให้คุณเพียงพอที่จะทำงานได้อย่างสดชื่นทั้งวัน

        3.เติมโปรตีนในทุกมื้อ

             โปรตีนนี่แหละคือสารอาหารสำคัญที่สาว ๆ วัย 40 อัพ ไม่ควรมองข้าม เพราะมันจะช่วยทำให้คุณอิ่มไปได้นาน แถมยังช่วยลดน้ำหนักได้ด้วย
ได้ ยินแบบนี้ สาว ๆ หลายคนอาจจะดีใจคิดจะทานเบคอน ไส้กรอก อย่างอิ่มหมีพีมันล่ะสิ หยุด! โปรตีนที่เราบอกหมายถึงโปรตีนจากถั่ว และอาหารประเภทนมจากโยเกิร์ตต่างหากล่ะ

       4.เคลื่อนไหวเยอะ ๆ
            อย่าลืมนะจ๊ะว่าคุณไม่ใช่สาวแรกรุ่นแล้ว หากคุณยังทำตัวเหมือนสมัยสาว ๆ นั่ง ๆ นอน ๆ วัน ๆ ทำแต่งาน โดยไม่ลุกไปไหน หรือไม่ออกกำลังกายเลย งานนี้ คุณแย่แน่ ๆ ค่ะ เพราะเมื่ออายุขึ้นเลข 4 แล้ว ร่างกายของคุณจะทำงานแตกต่างไปจากเดิม ระบบเผาผลาญทำงานน้อยลงกว่าเดิมมาก แต่การออกกำลังกายนี่แหละที่จะช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้น นอก จากนี้ยังช่วยทำให้คุณรู้สึกแข็งแรงขึ้นด้วย ถ้าคิดไม่ออกว่าจะออกกำลังกายแบบไหนดี การเต้นแอโรบิก หรือเดินไกล ๆ ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจค่ะ

      5.จิบชาเขียวทุกวัน

           ออกกำลังกายกันไปแล้ว ลองมาเพิ่มอัตราการเผาผลาญด้วยอาหารกันบ้างดีกว่า โดยมีผลวิจัยออกมาว่า ชาเขียว คือตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่อยากเพิ่มประสิทธิภาพของการเมตาบอลิซึ่ม เพราะมันประกอบด้วยสาร Epigallocatechin หรือ EGCG ซึ่งเป็นสารกลุ่มคาเทชิน ที่ช่วยกระตุ้นระบบการเผาผลาญ และยังช่วยลดน้ำหนักด้วย
          นอกจากนี้ กาเฟอีนในชาเขียวยังจะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางให้ไปเผา ผลาญไขมันในร่างกายได้มากขึ้นด้วย แต่กาเฟอีนในชาเขียวนี้ไม่มีผลต่อการทำให้คุณนอนไม่หลับหรอกนะ เพราะฉะนั้น อย่าลืมจิบชาเขียวทุก ๆ วันนะคะ

          สาว ๆ ทุกวัยล้วนต้องดูแลสุขภาพตัวเองทั้งนั้น สาว ๆ วัยกลางคนก็เช่นกัน ถ้าอยากผอมหุ่นดีเหมือนสมัยวัยรุ่นล่ะก็ ต้องดูแลตัวเองให้มากขึ้นเป็นสองเท่าเลยนะ

วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555

4 วิธีลดท้องอืดด้วยตัวเอง



ท้องอืดเป็นอาการที่พบได้ในคนทั่วไป มีสาเหตุจากระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้เกิดแก๊สและกรดส่วนเกินในกระเพาะอาหาร แต่จะพึ่งยาลดกรดทุกครั้งไปก็อาจจะไม่ค่อยดีนัก มาลองปรับพฤติกรรมเพื่อลดอาการท้องอืดกันค่ะ
 - ทานมื้อเล็กบ่อยๆ และเคี้ยวให้ละเอียด เพราะอาหารมื้อใหญ่ และการดื่มน้ำคราวละมากๆ จะทำให้กระเพาะอาหารโป่งออก ทำให้หูรูดหลอดอาหารส่วนล่างหย่อนลง เกิดกรดไหลย้อนได้มากขึ้น

- ค่อยๆ ลดของหวาน เนื้อสัตว์ และอาหารมัน โดยจดบันทึกรายการอาหาร ทำเครื่องหมายไว้ว่า วันเวลาใดมีอาการ เพื่อจะได้เลี่ยงอาหารชนิดนั้นเสีย เพราะกระเพาะอาหารใช้เวลาย่อยอาหารนาน 6-8 ชั่วโมง ซึ่งทำให้เกิดการหมักหมม กลายเป็นแก๊สในท้อง

- เลี่ยงผักดิบในตอนเย็น
เพราะผักมีเส้นใยมาก ถ้ากินมากไปจะทำให้ท้องอืดได้ เนื่องจากร่างกายไม่มีน้ำย่อยเส้นใยนี้ แต่ต้องอาศัยแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ใหญ่เป็นตัวย่อย ทางที่ดีหันมากินผักลวกหรือผักต้มแทนดีกว่า

 - ถ้าจุกเสียดแน่นท้องแล้ว ให้ลุกขึ้นเคลื่อนไหวร่างกาย ดื่มน้ำอุ่น หรือกินสมุนไพรที่มีฤทธิ์ขับลมอย่างขมิ้นชัน หากท้องอืดก่อนนอนให้นำผ้าห่มหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้น 6-8 นิ้ว จะทำให้กรดและน้ำย่อยไหลลงกระเพาะอาหารได้เร็วขึ้น

ภาวะนิ้วล็อค หรือภาวะปลอกหุ้มเอ็นอักเสบ



ภาวะนิ้วล็อค หรือภาวะปลอกหุ้มเอ็นอักเสบ (Trigger finger & Trigger thumb) เป็นภาวะที่มีสาเหตุเกิดจากการหนาตัวขึ้นของปลอกหุ้มเส้นเอ็นบริเวณฐานของ นิ้วมือ (A1-pulley) ทำให้เส้นเอ็นเคลื่อน ผ่านปลอกหุ้มเส้นเอ็นที่หนาขึ้นนี้ด้วยความยากลำบาก มีการเสียดสีทำให้เกิดอาการปวด หรือติดล็อคได้

โรค นี้พบบ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และอายุที่พบบ่อยอยู่ประมาณ 40-50 ปี โดยมากจะเกิดกับผู้ที่ใช้งานมือในลักษณะเกร็งนิ้วบ่อยๆ เช่น การทำงานบ้านต่างๆ การบิดผ้า การหิ้วของหนักการใช้กรรไกรตัดกิ่งไม้ ตัดผ้า การยกของหนักต่างๆ เป็นต้น
อาการของโรคนี้แบ่งเป็น 4 ระยะ คือ1. ระยะแรกมีอาการปวดเป็นอาการหลัก โดยจะมีอาการปวดบริเวณโคนนิ้วมือ จะมีอาการปวดมากขึ้น ถ้าเอานิ้วกดบริเวณฐานนิ้วมือด้านหน้า แต่ยังไม่มีอาการติดสะดุด
2. ระยะที่สอง มีอาการสะดุด (triggering) เป็นอาการหลัก แต่อาการปวดก็มักจะเพิ่มมากขึ้นด้วย เวลาขยับนิ้วงอและเหยียดนิ้วจะมีการสะดุดจนรู้สึกได้
3. ระยะที่สามมีอาการติดล็อคเป็นอาการหลัก โดยเมื่องอนิ้วลงไปแล้วจะติดล็อคจนไม่สามารถเหยียดนิ้วออกเองได้ ต้องเอามืออีกข้างมาช่วยแกะ หรือ อาจมีอาการมากขึ้นจนไม่สามารถงอนิ้วลงได้เอง
4. ระยะที่สี่ มีการอักเสบบวมมาก จนนิ้วบวมติดอยู่ในท่างอเล็กน้อย ไม่สามารถเหยียดให้ตรงได้ ถ้าใช้มือมาช่วยเหยียดจะปวดมาก



สำหรับวิธีการรักษาโรคนี้ ประกอบไปด้วย1. การใช้ยารับประทานเพื่อลดการอักเสบ ลดบวม และลดอาการปวด ร่วมกับพักการใช้มือ
2. การใช้วิธีทางกายภาพบำบัด ได้แก่ การใช้เครื่องดามนิ้วมือการนวดเบาๆ การใช้ความร้อนประคบ และการออกกำลังกายเหยียดนิ้ว โดยการรักษาด้วยยาและกายภาพบำบัดอาจใช้ร่วมกันได้ และมักใช้ได้ผลดีเมื่อมีอาการของโรคในระยะแรก และระยะที่สอง
3. การฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะที่ เพื่อลดการอักเสบ ลดปวดบวม แต่ไม่ควรฉีดยาเกิน 2-3 ครั้ง ต่อ 1 นิ้วที่เป็นโรค
4. การรักษาโดยการผ่าตัดถือว่าเป็นการรักษาดีที่สุดในแง่ที่จะไม่ทำให้กลับมาเป็นโรคอีก

6 เรื่องดี ๆ จากสตรอเบอร์รี่!


ใคร วางแผนไปเที่ยวเชียงใหม่ยกมือขึ้น! อย่าลืมซื้อสตรอวเบอร์รี่มาฝากกันบ้างนะจ๊ะ เพราะเขาบอกว่าเจ้าผลไม้น่าเอ็นดูชนิดนี้มีประโยชน์มากมายเลยล่ะ
1.ดูแลสายตา
ปัญหา เกี่ยวกับดวงตาส่วนใหญ่จะเกิดจากอนุมูลอิสระ และการขาดสารอาหารบางชนิด และเมื่อเราอายุมากขึ้น ดวงตาของเรายิ่งถูกทำร้ายได้ง่าย ซ้ำร้ายความแก่ชราจะทำให้กล้ามเนื้อดวงตาเสื่อมสภาพ แต่สตรอวเบอร์รี่มีสารต้านอนุมูลอิสระ อย่างวิตามินซี ฟลาโวนอยด์ กรดฟีโนลิก และกรดเอลลาจิก ซึ่งช่วยชะลอกระบวนการดังกล่าว แถมยังมีโพแทสเซียมซึ่งช่วยปรับความดันในตาให้เป็นปกติอีกด้วย

2.ป้องกันโรคข้ออักเสบและโรคเกาต์
เมื่อ กล้ามเนื้อถูกใช้งานนาน ๆ เข้า กล้ามเนื้อของเราก็มีแต่จะถดถอยของเหลว บริเวณข้อต่อกระดูก็จะเหือดแห้งลงไปเรื่อย ๆ และร่างกายก็สะสมสารพิษอย่างกรดยูริกเอาไว้มากขึ้น ๆ ทำให้โรคข้ออักเสบและโรคเกาต์ถามหา แต่อย่าห่วงไป เพราะเราสามารถขับไล่โรคทั้งสองได้ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และสรรพคุณล้างพิษของสตรอวเบอร์รี่ค่ะ

3.กำราบโรคมะเร็ง
กิน สตรอวเบอร์รี่ทุกวันสิคะเซลล์มะเร็ง และเนื้องอกต้องชิดซ้ายหลีกทางให้แก่สารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซี โฟเลต และแอนโธไชยานินส์ ที่มีอยู่มากมายในสตรอวเบอร์รี่ค่ะ

4.ส่งเสริมการทำงานของสมอง

ยิ่ง แก่ยิ่งขี้หลงขี้ลืม เพราะเนื้อเยื่อและเส้นประสาทในสมองเสื่อมสภาพจากอนุมูลอิสระตัวร้าย ซึ่งสตรอวเบอร์รี่ช่วยได้ เพราะมีวิตามินซี และไฟโตนิวเทรียนต์ ที่ทำให้อนุมูลอิสระหมดฤทธิ์ และคืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ระบบประสาท แถมยังมีไอโอดีนที่ทำให้สมองและระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีก ด้วย

5.ลดความดันโลหิต
หากโซเดียมเป็นตัวการทำให้เกิดความดันโลหิตสูง สตรอวเบอร์รี่ก็มีโพแทสเซียมและแมกนีเซียมที่ช่วยปรับความดันให้เป็นปกติค่ะ


6.ปราบโรคหัวใจ
ใย อาหาร โฟเลต และสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย แถมวิตามินบีบางชนิดที่พบได้ในสตรอวเบอร์รี่ จะเสริมสร้างกล้ามเนื้อหัวใจให้แข็งแรงอีกด้วย

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

25 Healthy Tips อย่ามองข้ามเรื่องเล็กๆ



1. การดื่มน้ำ ปริมาณ มากในเวลาอันรวดเร็วอาจก่อให้เกิดสภาวะน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง ร่างกายจึงขับโปแตสเซียมออกจากเซลล์เพื่อปรับสมดุลระหว่างน้ำในเซลล์และนอก เซลล์ ผลที่ตามมาคือเป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็ง หากเกิดอาการเกร็งที่สมอง หัวใจ หรือปอด จะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้ แต่ไม่ต้องกังวลจนเกินไปเพราะหากดื่มน้ำทีละเล็กทีละน้อย แม้ดื่มมากกว่าปกติก็ไม่เป็นอันตรายเพราะไตจะขับออกมาเป็นปัสสาวะ และถ้าเมื่อไรมีอาการจุกนั่นแสดงว่าดื่มน้ำมากไป ควรหยุดได้แล้ว
2. การปล่อยให้ตนเองหิวอาจนำไปสู่โรคร้าย เพราะ ความหิว กระตุ้นร่างกายให้หลั่งฮอร์โมนความเครียด ซึ่งหากเกิดขึ้นเป็นประจำจะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวานได้ ลองควบคุมความหิวด้วยการแบ่งมื้ออาหารจากวันละ 3 มื้อเป็นมื้อเล็กๆ 5-6 มื้อต่อวัน
3. ชา กาแฟ รวมถึงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ไม่เหมาะกับผู้ที่มีอาการปวดหลัง เพราะคาเฟอีนลดการหลั่งสารเอนโดรฟีนซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่ร่างกายผลิตขึ้นและมีฤทธิ์ลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ
4. วิธีง่ายๆ ในการดูแลสุขภาพ คือ หลังจากตื่นนอนทุกเช้า จะดื่มน้ำส้มสายชูที่หมักจากผลแอ๊ปเปิ้ล ผสมกับน้ำผึ้งอย่างละ 1 : 1 ใส่น้ำอุ่นคนให้เข้ากันแล้วค่อยเติมน้ำแข็งลงไปเพื่อให้ทานง่ายและมีรสชาติ ดีขึ้น ซึ่งวิธีนี้จะไปช่วยการดูดซึมของระบบลำไส้ และการเผาผลาญของร่างกาย แต่โรคบางโรคอาจเกิดจากสุขภาพจิตที่อ่อนแอ ในหนึ่งอาทิตย์จึงควรจะมีวันพักผ่อนอย่างจริงจังหรือทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย เช่น เล่นโยคะ เพื่อฟื้นฟูสุขภาพกายและลดมลภาวะทางจิตใจไปพร้อมๆ กัน

5. การนอนดึกคืนวันศุกร์-เสาร์แล้วตื่นสายในวันเสาร์-อาทิตย์ ทำให้นาฬิกาชีวภาพของร่างกายตั้งเวลาตื่นใหม่ เมื่อถึงวันจันทร์จึงมีอาการอิดเอื้อนไม่อยากตื่น ทั้งยังทำให้ขาดสมาธิในการทำงานหรือเรียนหนังสืออีกด้วย
6. แสงแดดยามเช้า ไม่ได้ช่วยให้กระดูกแข็งแรงเท่านั้น แต่การออกกำลังกายกลางแดดใน ช่วงเวลาดังกล่าวยังช่วยให้ร่างกายผลิตสารเอนโดรฟีน ซึ่งเป็นสารต่อต้านอาการซึมเศร้าตามธรรมชาติอีกด้วย
7. ความเครียดเป็นตัวการทำลายผิวที่ร้ายแรงที่สุด ฉะนั้น เราต้องปรับความคิดใหม่ และใช้ร่างกายเราอย่างทะนุถนอมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะสม หาเวลาออกกำลังกายบ้าง และรับประทานอาหารดีๆ
8. แอ๊ปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวี มีประโยชน์ แต่ถ้าคุณรับประทานยาปฏิชีวนะอยู่ควรหลีกเลี่ยงผลไม้เหล่านี้เพราะบูดง่ายในลำไส้ อาจเกิดการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้
9. การไอเรื้อรังอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยา ปฏิชีวนะที่แพทย์สั่งเพื่อรักษาอาการหวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ ให้ใช้วิธีที่สุดแสนธรรมดาแต่ได้ผลมากกว่าคือ ดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ อมยาอมให้ลำคอชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลา และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานอย่างมี ประสิทธิภาพ แค่นี้ก็หายแล้ว
10. การที่เราคิดว่าตัวเองมีสุขภาพดี แถมอายุยังน้อย ทำให้เราชะล่าใจในการดูแลรักษาสุขภาพ เวลาเกิดอะไรผิดปกติขึ้นกับร่างกายจะคิดว่าช่างมัน เดี๋ยวคงหายเอง ซึ่งไม่ถูกต้อง

 
11. เมื่อมีอาการเท้าและข้อเท้าบวม ให้ นั่งยองๆ ทุกวันๆ ละ 15 นาที แล้วขยับข้อเท้าไปข้าง หน้าและข้างหลัง เพื่อช่วยให้โลหิตไหลเวียนได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงที่ขนทำจากวัสดุธรรมชาติ แปรงผิวหนังเบาๆ เริ่มบริเวณฝ่าเท้าซึ่งเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย แล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือทั้งสองข้าง (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวาน เพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) จากนั้นอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น
12. ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน และรับประทานไข่มากกว่าอาทิตย์ละ 1 ครั้ง เสี่ยงเป็นโรคหัวใจมากขึ้น
13. ผู้ที่รับประทานไข่ เป็นเวลา 8 อาทิตย์ ลด น้ำหนักได้มากกว่าผู้ที่ไม่รับประทานถึง 65 เปอร์เซ็นต์ และรอบเอวลดลงเกือบสองเท่า เพราะผู้ที่รับประทานไข่รู้สึกอิ่มกว่าการรับประทานขนมปัง ทำให้รับประทานอาหารกลางวันและอาหารเย็นน้อยลง
14. การรับประทานอาหารไปดูหนังไป ทำ ให้รับประทานอาหารมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว แม้ว่าจะกินอิ่มมาแล้วหรือรสชาติของอาหารไม่ได้เรื่องเลยก็ตาม นอกจากนี้ไฟสลัวๆ ทำให้ผู้ที่รับประทานอาหารไม่ค่อยระวังตัว เพลิดเพลินเจริญอาหารไปเรื่อย
15. เสียงเพลง มีอิทธิพลต่ออารมณ์ของคนเรายิ่งดนตรีมีจังหวะเร็วเท่าไรก็ยิ่งกระตุ้นให้รับประทานอาหารมากขึ้นเท่านั้น
16. การดื่มน้ำ (เปล่า)เย็น 50 ออนซ์ (8 ออนซ์= 1 ถ้วย) จะ ช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี เท่ากับช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 5 ปอนด์หรือ 2.5 กิโลกรัม เพราะการดื่มน้ำเปล่าไม่ทำให้ร่างกายได้รับพลังงาน แต่ต้องใช้พลังงานในการเผาผลาญน้ำ ยิ่งไปกว่านั้นน้ำเย็นทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานเผาผลาญมากขึ้นอีก
17. การออกกำลังกายด้วยการยกน้ำหนักและพิลาทิส ควบคู่กันไป จะช่วย พัฒนาความแข็งแรงของปอดและหัวใจ รวมถึงความแข็งแรงและยืดหยุ่นของโครงสร้าง และการรับประทานอาหารมื้อย่อยๆ 5 มื้อต่อวัน โดยมื้อกลางวันจะเน้นอาหารประเภทโปรตีนเพียง 1 มื้อ นอกนั้นเน้นผักและผลไม้ จะทำให้มีพลังงานที่พอเหมาะในการใช้งาน และไม่ทิ้งไขมันส่วนเกินสะสม
18. ผู้ชายที่รับประทานมะเขือเทศ ซึ่งมีไลโคปีนสูงอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผลหรือมากกว่านั้น เสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์ วิธีง่ายๆ ให้นำมะเขือเทศไปปั่นให้ละเอียดเติมน้ำมันมะกอกและนำไปปรุงสุก ความร้อนจะช่วยให้มะเขือเทศปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น
19. รับประทานแอ๊ปเปิ้ลหนึ่งชิ้นหลังอาหาร ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญใน การลดแบคทีเรียในช่องปากและช่วยให้เหงือกแข็งแรง การรับประทานสับปะรดและมะละกอคือก่อนอาหารประมาณ 2-3 ชิ้น ดีต่อกระเพาะอาหารเพราะมีเอนไซน์ซึ่งช่วยย่อย จึงเท่ากับช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่ตามลงมาได้ง่ายขึ้น
20. หากไม่อยากมีกรดในกระเพาะมากเกินไป ควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่นมะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุ๊ต หรือน้ำมะเขือเทศสดปั่น หรือทำให้เจือจางด้วยการผสมน้ำเข้าไป

 
21. สำหรับหนุ่มเจ้าสำราญ ที่ ชอบปาร์ตี้หามรุ่งหามค่ำ ก็สามารถฟื้นฟูร่างกายได้ด้วยการนอนหลับให้นานหน่อย อีกวิธีหนึ่งในการดูแลตัวเองคือมีแฟนเด็ก จะได้มีแรงกระตุ้นให้เราทำตัวเด็กตาม ต้องดูดีตลอดเวลา เพราะฉะนั้นอบายมุข การเที่ยวกลางคืนก็เป็นอันต้องงด
22. การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ โดย เฉพาะเกมที่ต้องใช้สมาธิ ช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันโรคอัลเซเมอร์ได้ เกมอื่นๆ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ หรือเลือกเรียนดนตรี ก็ช่วยได้เช่นกัน
23. การใช้พลาสติกใส่อาหารหรือปิดอาหาร รวมถึงใส่จานชามพลาสติกในไมโครเวฟ เพราะความร้อนจะทำให้พลาสติกปนเปื้อนในอาหาร เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม
24. ก่อนตั้งครรภ์ ควรเตรียมตัวล่วงหน้าประมาณ 3 เดือน 1.ดูแล เรื่องอาหารการกิน เน้นโฟเลต แคลเซียม วิตามินต่างๆ ป้องกันอาการแพ้ท้องหรืออยากอาหารประหลาดๆ 2.ร ะวังเรื่องการรับประทานยาทุกชนิด อ่านฉลากให้ดี เพราะอาจทำร้ายลูกโดยไม่เจตนา 3. ทำใจให้สบาย คิดในแง่บวก 4. ออกกำลังกายที่เหมาะสม
25. ถ้ามื้อนั้นรับประทานเนื้อสัตว์ในปริมาณมาก ไม่ ควรรับประทานผลไม้อีก เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ทำให้ผลไม้ที่ย่อยเสร็จไปเรียบร้อยแล้วถูกกักอยู่ในกระเพาะ เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้

เริ่มทานอาหารเสริมให้ถูกหลัก


ในยุคสมัยแห่งความรีบเร่ง อาหารการกินส่วนใหญ่จึงกลายเป็นเรื่องของความง่าย อะไรก็ได้ขอให้ง่าย ขอให้เร็วเข้าไว้ ซึ่งวิธีคิดเช่นนี้ก็ทำให้สุขภาพร่างกายของคนเสื่อมถอยเร็วยิ่งขึ้น
                   แต่ทว่าสวรรค์ก็ยังมีตา ประทานของดี ๆ อย่างอาหารเสริมมาเป็นตัวช่วย ดังนั้น ก่อนที่คุณจะเริ่มกินสารพัดอาหารเสริมที่ขายเกลื่อนล้นตลาด ซึ่งมีทั้งในรูปแบบของผลิตภัณฑ์เติมสารอาหาร ลองมาศึกษาดูสักนิดว่า ของเหล่านี้ดีอย่างไร และมีผลข้างเคียงอันใดบ้างหรือไม่

           ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคืออะไร

                 คณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) ให้ความหมาย "ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร" ไว้ว่าเป็น ผลิตภัณฑ์ที่ใช้รับประทานโดยตรง นอกเหนือจากการรับประทานอาหารหลักตามปกติ ซึ่งมัก อยู่ในรูปลักษณะเป็นเม็ด แคปซูล ผง ของเหลว หรือลักษณะอื่นและมีจุดมุ่งหมายสำหรับบุคคลทั่วไปที่มีสุขภาพปกติ ไม่ใช่สำหรับผู้ป่วย หากผลิตภัณฑ์ที่เป็นของเหลวจะต้องเป็นของเหลว ที่บริโภคโดยไม่มุ่งหมายเพื่อให้มีรสชาติ บริโภคในลักษณะต่างจากเครื่องดื่มทั่วไป หรือเป็นของเหลวข้นสำหรับหยดใส่ผักหรือน้ำผลไม้ เพื่อมุ่งหมายในการให้สารบางอย่าง

           ผลิตภัณฑ์เติมสารอาหารมีความจำเป็นหรือไม่

                การบริโภคในชีวิตประจำวัน หากเราให้ความใส่ใจและสนใจในพฤติกรรมการบริโภค ทานให้ครบ 5 หมู่ ทาน อาหารที่มีประโยชน์และหลากหลายแล้ว เราก็สามารถได้รับสารอาหารได้อย่างเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องทานอาหารเสริม แต่เนื่องจากปัจจุบัน การใช้ชีวิตที่รีบเร่ง การแข่งขันสูง ทำคนอาจ ไม่มีเวลาใส่ใจในการเลือกซื้ออาหารมารับประทานได้ครบ และกระแสที่เดี๋ยวนี้ เน้นให้คนหันมาสนใจการดูแลสุขภาพ ดังนั้นจึงอาจใช้วิธีหาซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมมาทานเพิ่มเป็นทางเลือกข้อ ควรระวัง

      1. ควรอ่านฉลากผลิตภัณฑ์ รับประทานในปริมาณที่แนะนำ อ่านคำเตือนและปรึกษาแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอยู่นะระหว่างการรักษาด้วยยาหรือการรักษาด้วยภาวะทาง อายุรกรรมที่เฉพาะเจาะจง

      2. หลีกเลี่ยงการเสริมอาหารกลายชนิดในเวลาเดียวกัน เพื่อป้องกันหรือลดความเสี่ยงของผลกระทบระหว่างอาหารเสริมด้วยกัน

      3. ไม่ควรใช้อาหารเสริมเป็นทางเลือก แทนการรับประทานอาหารปกติ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำหรับร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง

      4. ทั้งนี้ การจะเลือกทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมนั้น ควรศึกษาว่าร่างกายขาดสารอาหารตัวใด เช่น ในบางคนไม่สามารถดื่มนมได้หรือไม่ชอบดื่มดื่มได้ปริมาณน้อย สามารถหาทานได้จากปลาขนาดเล็กและผักใบเขียว และอาจหาแคลเซียมเสริมการทานเพิ่มได้ โดยการเลือกซื้อควรพิจารณาจากแหล่งผลิต ว่าได้มาตรฐานหรือไม่ มีข้อบ่งชี้แนะนำการทานละเอียดครบถ้วน ระบุวันเดือนปีที่ผลิต และหมดอายุ เป็นต้น

      5. ผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด จะระบุปริมาณที่ควรบริโภคต่อวันไว้ที่ข้างผลิตภัณฑ์ ก่อนทานควรอ่านเพื่อทำความเข้าใจและปฏิบัติตามคำแนะนำที่ระบุไว้ เพราะสารอาหารบางชนิดถ้าทานมากเกินไปหรือต่อเนื่องจะสะสมไว้ในร่างกายก่อให้ เกิดโทษต่อร่างกายได้ด้วยเช่นเดียวกัน

         สิ่งสำคัญที่คุณควรรู้
                ผลิตภัณฑ์ เสริมอาหารส่วนใหญ่มักระบุสรรพคุณไว้มากมาย เช่น รักษาได้หลายโรค ซึ่งในความเป็นจริงแล้วผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเหล่านี้ ทำหน้าที่เพียงแค่ทดแทนสารอาหารที่เราขาดไปเท่านั้น ซึ่งเมื่อเราทานผลิตภัณฑ์เข้าไปก็จะช่วยให้ร่างกายกลับมาทำงานในส่วนที่ขาดไปได้ตามปกติ แต่ไม่สามารถช่วยรักษาโรคได้ แต่ปัจจุบัน ผู้ขายมักเข้าหาผู้ซื้อโดยตรง และมักอ้างอิงถึงสรรพคุณต่าง ๆ โน้มน้าวให้ผู้ซื้อหลงเชื่อว่าเป็นไปตามนั้น

               ปัจจุบันผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นผลิตภัณฑ์ที่หาซื้อได้สะดวก ไม่มีแพทย์มาอนุมัติหรือเขียนใบสั่งยา ทำให้ผู้ป่วยบางคนที่เป็นโรค เมื่อถูกโน้มน้าวฟังสรรพคุณจากผู้ขาย ก็จะตกลงซื้อโดยคาดหวังผลที่มีการกล่าวอ้างเกินจริง
               ผู้ซื้อบางคนคิดว่า การทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในปริมาณมากทำได้ ไม่ต้องกลัวว่าจะมีอาการแพ้ หรือผลข้างเคียง เพราะ มีการระไว้ว่าเป็น "สารอาหาร" แต่ผู้ซื้ออาจลืมนึกว่าสารอาหารบางอย่างการทานมากไป น้อยไป หรือการทานต่อเนื่องติดต่อกัน ก็อาจเกิดโทษต่อร่างกายได้
               ผู้ซื้อส่วนใหญ่มักหลงเชื่อและคิดว่า มีคนใช้แล้วได้ผลดีมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการลดน้ำหนัก หรือการรักษาโรค ทำให้อยากซื้อมาทานดูบ้าง ทั้งที่จริง ๆ แล้วควรตรวจสอบจากผลการวิจัยและสถิติที่น่าเชื่อถือ ก่อนตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์

ข้อน่ารู้เกี่ยวกับไข้หวัด


ช่วง นี้ฝนตกติดต่อกันทุกวัน ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างถูกไข้หวัดเล่นงานกันงอมแงม โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านที่มีลูกหลานเล็กๆ อาจรู้สึกเดือดร้อนที่เด็กน้อยเป็นไข้หวัดแทบไม่เว้นแต่ละเดือน วันนี้เรามีความรู้เกี่ยวกับโรคหวัดมาฝากกันค่ะ
1. ไข้หวัดเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนต้น (ได้แก่ จมูกและคอ) ติดต่อกันได้ง่ายด้วยการอยู่ใกล้ชิดกัน รับเชื้อจากละอองเสมหะที่ผู้ป่วยไอ จามหรือหายใจรด
2. เชื้อโรคที่ทำให้เป็นไข้หวัด (เรียกว่า เชื้อหวัด) เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ซึ่งแบ่งเป็นพันธุ์ย่อยๆ ออกไปร่วม 200 ชนิด ในการเป็นไข้หวัดแต่ละครั้งจะเกิดจากเชื้อหวัดเพียงหนึ่งชนิด เมื่อเป็นแล้วจะมีภูมิต้านทานต่อเชื้อหวัด เฉพาะชนิดนั้นเพียงชนิดเดียว เมื่อติดเชื้อหวัดอีกชนิดหนึ่ง วนเวียนไปเรื่อยๆ ดังนั้นคนเราจึงเป็นไข้หวัดได้บ่อย (หรือจนกว่าจะเวียนไปครบทุกชนิด)
3. เด็กเล็กจะมีภูมิต้านทานต่อเชื้อหวัดน้อยกว่าผู้ใหญ่ (เพราะผู้ใหญ่เคยรับเชื้อมาอย่างโชกโชนตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก) ดังนั้น จึงมีโอกาสเป็นไข้หวัดได้บ่อย และมักจะมีอาการรุนแรงกว่าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่เพิ่งเข้าโรงเรียนใน 1-2 ปีแรก จะรับเชื้อหวัดจากเพื่อนๆ ในชั้นเรียน ซึ่งพกเอาเชื้อหวัดรดกันคนละพันธุ์สองพันธุ์มาแจกจ่ายกันจนถ้วนหน้า เมื่ออายุมากขึ้นคนเราจะมีภูมิต้านทานต่อเชื้อหวัดมากขึ้น จึงเป็นไข้หวัดห่างขึ้น และอาการจะรุนแรงน้อยลง
4. ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันไข้หวัดอย่างได้ผลเต็มที่ เพราะคนที่มีเชื้อหวัดในจมูกและคอ จะเริ่มแพร่โรคให้คนข้างเคียง ตั้งแต่ก่อนจะมีอาการตัวร้อนหรือเป็นหวัด ดังนั้นจึงบอกไม่ได้ว่าใครบ้างที่จะเป็นคนแพร่เชื้อ (ยกเว้นเมื่อเขามีอาการแสดงชัดเจนแล้วเท่านั้น) ซึ่งควรจะหลีกหนีจากเขา อย่าให้ถูกเขา ไอ จาม หรือหายใจรดใส่
โดย ทั่วไป เรามักจะแนะนำว่าในช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดไม่ควรเข้าไปในสถานที่ๆ มีผู้คนแออัด เช่น โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น ส่วนคนที่เป็นหวัด เวลาไอหรือจาม ควรปิดปากอย่าให้เชื้อแพร่ออกไป และควรอยู่ให้ไกลจากผู้อื่น อย่านอนรวมกับผู้อื่น
ส่วนเด็กเล็ก มักมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย เพราะธรรมชาติของเด็กคือการจับกลุ่มเล่นหัวคลุกคลีกันอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นเรื่องที่ห้ามได้ยาก
5. เนื่องจากไข้หวัดเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้ฆ่าเชื้อกลุ่มนี้อย่างได้ผล จึงอาจกล่าวได้ว่ายังไม่มียาที่ใช้รักษาไข้หวัดโดยเฉพาะ เช่นเดียวกับโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสอื่นๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ หัด อีสุกอีใส คางทูม ไข้เลือดออก ตับอักเสบจากเชื้อไวรัส (ไวรัสลงตับ) เป็นต้น
การ รักษาไข้หวัดและกลุ่มโรคที่เกิดจากไวรัส จึงอยู่ที่การพักผ่อน กินอาหารที่มีประโยชน์ (ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค) และให้ยารักษาไปตามอาการเท่านั้นค่ะ

วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555

วิตามินดี ช่วยแคลเซียมในการสร้างมวลกระดูก

     จากรายงานการศึกษาในวารสารทางการแพทย์ที่ชื่อว่า Journal of Clinical Endocrinology and Metabolism พบว่าเมื่อมีการให้วิตามินดีร่วมกับการรับประทานแคลเซียมในหญิงสูงอายุ วิตามินดีจะไปช่วยการเพื่อมวลกระดูกโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระดูกสะโพก คุณหมอ Richard Prince จากมหาวิทยาลัย University of Western Australia ในนครเพิรทประเทศออสเตรเลีย ได้ทำการทดลองในผู้หญิง ที่มีอายุระหว่าง 70-80 ปี จำนวน 120 คน โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มกลุ่มหนึ่งให้รับประทานแคลเซียม 1200 มิลลิกรัมต่อวันร่วมกับวิตามินดี อีกกลุ่มหนึ่งให้รับประทานแคลเซียม 1200 มิลลิกรัมต่อวันกับยาหลอกที่ไม่มีวิตามินดี อีกกลุ่มได้แต่ยาหลอกที่ไม่มีทั้งวิตามินดีและไม่มีแคลเซียมแต่อย่างใด จากการติดตามผลเป็นระยะเวลา 1 ปีพบว่ามีเพียงกลุ่มที่ได้รับแคลเซียม+วิตามินดี กับกลุ่มที่ได้รับแคลเซียมที่ยังคงสามารถคงมวลกระดูกไว้ได้ แต่กลุ่มที่ได้รับยาหลอกมวลกระดูกจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่พอถึงปีที่ 3 และ 5 ปี ต่อมา พบว่าจะมีเฉพาะกลุ่มที่ได้รับแคลเซียม+วิตามินดีเท่านั้นที่สามารถคงมวลกระดูกไว้ได้ ส่วนกลุ่มที่ได้รับแคลเซียมเพียงอย่างเดียวกับกลุ่มที่ได้รับแต่ยาหลอกก็จะมีปริมาณมวลกระดูกลงลงอย่างชัดเจน โดยสรุปเพื่อผลที่ดีในการรักษามวลกระดูกโดยการรับประทานแคลเซียมควรจะรับประทานวิตามินดีร่วมด้วย

 SOURCE: Journal of Clinical Endocrinology and Metabolism, online January 17, 2008