วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เทคนิคการลดบริโภคเกลือ



ลืมเรื่องไขมันไปก่อน ได้เวลาหันมาใส่ใส่กับเรื่องเกลือกันดีกว่า รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้เราบริโภคเกลือกันมากเกินไปแล้ว มาดูเทคนิคเพื่อที่จะลดบริโภคเกลือ เพื่อสุขภาพของเราเอง...
คำนวณตัวเลข ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีโซเดียมมากกว่า 0.5 กรัม เกลือ 1.25 กรัม ต่อน้ำหนักอาหาร 100 กรัม ถือว่ามีเกลืออยู่มาก ขณะที่โซเดียมน้อยกว่า 0.1 กรัม (เกลือ 0.25 กรัม) ถือว่ามีเกลืออยู่น้อย
ปรุงอาหารทานเอง ดร.แคตติ มอสส์ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า "พยายามทำอาหารกินเองให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ นี่เป็นวิธีเดียวที่จะสามารถควบคุมปริมาณมากน้อยของเกลือที่บริโภค"
ตรวจความดันโลหิต หมั่นตรวจความดันโลหิตเป็นประจำ ตรวจทุก 3 หรือ 4 ปี หากพบว่าความดันโลหิตสูง การลดการบริโภคเกลือเพียงวิธีเดียวอาจไม่เพียงพอ
รักษ์สุขภาพ ปฏิบัติตามสุขบัญญัติพื้นฐานกินผักผลไม้มากๆ ออกกำลังกายเป็นประจำ อย่าปล่อยให้อ้วน อย่าสูบบุหรี่ จำไว้โรคความดันโลหิตสูงเป็นแล้วไม่หาย แต่ควบคุมได้ ควรเริ่มต้นดูแลตัวเองเสียแต่วันนี้
ระวังเกลือบนโต๊ะอาหาร ควรเลือกใช้ที่เหยาะเกลือแบบมีรูเดียวแทนชนิดที่มีหลายรู เพราะจะทำให้เห็นปริมาณเกลือชัดเจนกว่า ผลการศึกษาพบว่าเราใช้ที่เหยาะเกลือแบบมีหลายรูมากกว่าชนิดที่มีรูเดียว
งดเว้นอาหารสำเร็จรูป หลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ โดยเฉพาะประเภทที่มีน้ำเกรวี่ หากไม่มีเวลาทำอาหารกินเอง ให้กินอาหารสำเร็จรูปแค่ครึ่งเดียว และกินผักเยอะๆ
ใช้สมุนไพรปรุงอาหาร สมุนไพรเป็นทางเลือกจากธรรมชาติที่ทดแทนเกลือได้เป็นอย่างดี
ซื้ออาหารที่มีโซเดียมต่ำ หากเลี่ยงใช้เกลือปรุงอาหารไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดให้เลือกซื้อเกลือที่มีโซเดียมต่ำ

10 อุปนิสัยการใช้สมาร์ทโฟนที่ผู้ใช้สมควรหลีกเลี่ยง


ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนเริ่มกลายสภาพอัพเกรดสถานะประหนึ่งปัจจัย ที่ 5 ของการดำรงชีวิตของประชากรเกือบค่อนโลกในปัจจุบัน ดังนั้น จึง ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เมื่อไม่ว่าจะเดินทางไปอยู่ส่วนไหนของโลก ภาพที่คุ้นชินและคุ้นตาก็คือภาพคนควักสมาร์ทโฟนขึ้นมาสัมผัสหน้าจอกันอย่าง เพลิดเพลินสนุกสนาน หรือติดต่องานอย่างเคร่งเครียด หรือคุยธุระปะปังต่างๆ ทีมผู้สื่อข่าวเทคโนโลยี ของสถานีโทรทัศน์ข่าวซีเอ็นเอ็น เลยเสนอรายงานพิเศษผ่านทางเว็บไซต์ของสถานี ผ่านการสำรวจแบบเจาะลึกจนได้ 10 อุปนิสัยยอดแย่ของการใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่ผู้ใช้งานสมควรหลีกเลี่ยงให้ ห่างไกล

เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง และให้เกียรติต่อคนรอบข้าง โดยซีเอ็นเอ็นเตือนว่าหากยังทำพฤติกรรมเหล่านี้อยู่ละก็ กรุณาหยุดโดยด่วน

1)เมาแล้วทวีต, ส่งข้อความ, อินสตาแกรม ฯลฯ เหตุผลง่ายก็คือ มั่นใจแค่ไหนว่าข้อความที่ส่งไปจะไม่สะกดผิด ตกหล่น จนทำให้ความหมายหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อน กระทั่งผู้ได้ข้อความต้องถามเพื่อนคนข้างๆ ว่าข้อความที่ส่งมาหมายถึงอะไร ต้องการอะไรกันแน่ ขณะเดียวกัน ก็ควรจะคิดได้เองว่าสมควรให้ใครต่อใครเห็นภาพเมาปลิ้น เมาเละ ของตนเองหรือไม่ หรือควรเก็บไว้ให้คนแปลกหน้าในบาร์รับรู้ไว้ก็เพียงพอ

2) เล่นสนุกกับสมาร์ทโฟนแทบจะทุกขณะที่ว่าง สำหรับใครที่มีพฤติกรรมประเภทว่างเป็นไม่ได้ต้องหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาใช้ ซีเอ็นเอ็นได้ยกคำกล่าวของออสติน คลีออน นักเขียนรายหนึ่งที่กล่าวว่า คนเราจำเป็นต้องมีห้วงขณะเวลาที่จะบำเรอความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง เป็นเวลาที่เราจะตัดการสื่อสารจากภายนอกเพื่อจะเกิดไอเดียแจ่มๆ เท่ากับว่า ถ้ามัวแต่พะวงถึงการเชื่อมต่อกับโลกผ่านทางสมาร์ทโฟนอยู่ตลอด แล้วอารมณ์สุนทรีย์จะเกิดขึ้นตอนไหน

3) คร่ำครวญดรามาให้โลกเห็น ทุกคนบนโลกล้วนสารพัดปัญหาคับอกคับใจเพียงพอกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น เลิกโอดครวญถึงความโหดร้าย ไม่ยุติธรรมบนโลกใบนี้ ยอมรับให้ได้เสียทีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสัจธรรมที่จะคงอยู่ต่อไป ไม่มีใครแคร์หรือใส่ใจ หรือถ้ามี อย่างน้อย คนเหล่านั้นก็อาจแค่รอหัวเราะเพราะเห็นเป็นเรื่องขบขัน

4) กลัวเกินเหตุ กลัวขึ้นสมองที่จะใช้โทรศัพท์ สืบเนื่องจากการทื่สมาร์ทโฟนทำให้ช่องทางการสื่อสารมีให้เลือกมากขึ้น จึงส่งผลให้ทางเลือกในการใช้โทรศัพท์พูดคุยกันลดความนิยมลงเรื่อยๆ ซึ่งบางครั้งก็ส่งผลร้ายแรงต่อความสัมพันธ์ระหว่างกัน ดังนั้น ยกโทรศัพท์และกดเบอร์เพื่อคุยกันซะ

5) มาไม่ทันงานคอนเสิร์ตหรือการแสดงต่างๆ เพราะมัวแต่ยุ่งกับการถ่ายรูป ปล่อยให้สมาร์ทโฟนดังระหว่างการเล่น และควงสมาร์ทโฟนแกว่งไปมาระหว่างรับฟังรับชมคอนเสิร์ต เหตุผลคงไม่จำเป็นต้องบอกว่าเพราะอะไร โดยซีเอ็นเอ็นกล่าวสั้นๆ แต่เพียงว่า สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับงานคอนเสิร์ตที่เกิดขึ้นในช่วงยุกก่อนที่เทคโนโลยีจะ ก้าวหน้า และสมควรจะต้องดีที่สุดต่อไปในอนาคตก็คือ การที่ผู้ชมรับชมอย่างตั้งใจและใส่ใจ

6) ส่งข้อความหรือภาพลามกอนาจาร หวังว่าคดีตัวอย่างที่เกี่ยวกับภาพหลุดทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับคนดัง เซเลบ ดารา หรือนักการเมืองคงพอจะใช้เป็นเหตุผลได้เพียงพอแล้ว

7) เปลี่ยนเพื่อนรักให้กลายเป็นศัตรูด้วยการบันทึกวีดีโอชวนขายหน้า งานนี้ นอกจากจะทำให้โกรธขึ้งจนแทบมองหน้ากันไม่ติดแล้ว ดีไม่ดีอาจไม่จบด้วยดี เพราะน่าจะมีมหกรรมเอาคืนเกิดขึ้นได้ง่าย

8) ใช้สมาร์ทโฟนยามอารมณ์พลุ่งพล่าน
ปุถุชนมักทำอะไรที่คาดไม่ถึงได้เสมอขณะที่กำลังโมโหโกรธา ซึ่งบางครั้งก็เป็นเรื่องงี่เง่าแทบไม่น่าให้อภัย ดังนั้นถ้าไม่อยากเสียใจภายหลัง อย่าใช้สมาร์ทโฟนยามกำลังเหวี่ยงวีน

9) เดินไปพิมพ์ข้อความไป อะไรก็ตามที่เร่งมากอาจรอได้สักเล็กน้อย เพื่อให้สามารถหาที่พักจัดการพิมพ์ข้อความให้เสร็จ หรือถ้ารีบมากนักก็กดเบอร์โทรออกซะก็หมดเรื่อง ไม่เช่นนั้นก็อาจไม่มีใครรับประกันความปลอดภัยของตัวคุณเอง

10) ใช้สมาร์ทโฟนในห้องน้ำ อย่า อย่าทำเด็ดขาด

ฟื้นฟูกล้ามเนื้อด้วย "นมช็อกโกแลต"



ทุกครั้งที่คุณออกกำลัง กายอย่างหนัก เช่น ยกเวท วิ่ง ปั่นจักรยาน ตีเทนนิส เป็นต้น จะมีการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ แต่รู้ไหมคะว่า การดื่มนมช็อกโกแลตชนิดพร่องมันเนย 8 ออนซ์ภายใน 2 ชั่วโมงแรกหลังการออกกำลังกาย ช่วยฟื้นฟูและสร้างกล้ามเนื้อได้ดี

เรื่อง นี้ได้รับการรับรองจากงานวิจัยถึง 4 ชิ้น ในงานสัมมนาทางวิชาการของ American College of Sports Medicine ที่ได้สรุปว่านมอุดมไปด้วยโพแทสเซียม ช่วยเรื่องการเต้นของหัวใจ การส่งออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง อีกทั้งยังเพิ่มไกลโคเจนซึ่งเป็นพลังงานที่สะสมภายในกล้ามเนื้อได้ดีหลังการ ออกกำลังกาย

ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมต้องเป็น "นมช็อกโกแลต" นั้น ก็เพราะเครื่องดื่มชนิดนี้ให้สัดส่วนของคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนที่เหมาะสมต่อการซ่อมแซมและสร้างกล้ามเนื้อใหม่ เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับคนที่กำลังมองหาเครื่องดื่มที่มีประโยชน์และราคาสบายกระเป๋า

7 ข้อดีจากรสเผ็ด



แพทย์เผยรสเผ็ดมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ลดเสี่ยงโรคร้าย บรรเทาเจ็บป่วย ปรับอารมณ์

หนึ่ง เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของอาหารไทย คือ รสเผ็ดจากพริกหรือเครื่องเทศที่ใช้ นอกจากจะเสริมให้อร่อยลิ้นแล้ว ถ้ารับประทานรสเผ็ดที่เหมาะสมย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพ

นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ เล่าว่า การกินเผ็ดแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้นั้นจะนำความเดือดร้อนมาให้ได้ เช่น กินเผ็ดจนเป็นโรคกระเพาะ หรือกินเผ็ดจัดในขณะท้องว่าง แถมยังกินผิดเวลา อย่างนี้เผ็ดก็เป็นโทษได้ ส่วนผู้ที่กินเผ็ดอย่างเข้าใจนั้นนอกจากจะได้เรื่องความอร่อยลิ้นแล้วยังได้อานิสงส์จากความเผ็ดในแง่สุขภาพอีกหลายข้อ ในวันนี้จะขอนำประโยชน์เผ็ดจาก “พริก” มาเล่าให้ฟังเป็นข้อๆ

เริ่มจากพริกช่วยป้องกันหัวใจ ด้วยวิตามินสำคัญ คือ วิตามินเอ, วิตามินซี, แคลเซียม และธาตุเหล็กมีมากในพริกสดและพริกแห้ง ถ้าห่วงเรื่องการเผ็ดมากให้ไปรับประทานพริกไทยหรือพริกหวานที่ใส่ในสลัดก็ ยังได้

ต่อมาช่วยขยายหลอดลม มีเคมีที่ช่วยขับเสมหะและเปิดคอให้โล่งขึ้น ในคนที่เป็นภูมิแพ้ การกินเผ็ดจะช่วยได้ดีมาก หากเป็นเด็กอาจเพียงแค่พริกไทยหรือใช้หัวหอมที่เผ็ดน้อยพอ และสำหรับเด็กน้อยกับผู้สูงวัยขอให้ระวังอย่าให้สำลักพริกด้วย

ทั้งยังช่วยไล่เซลล์มะเร็ง แค่พริกป่นง่ายๆ อย่างนี้ก็ช่วยกำจัดเซลล์มะเร็งได้ โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชาย และมะเร็งผิวหนังกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วย เพราะพริกช่วยล้างพิษ (Detox) ให้กับร่างกาย ลำพังใช้พริกป่นในพวงเครื่องปรุงก๋วยเตี๋ยวก็ช่วยได้แล้ว แต่ถ้ายิ่งได้รับประทานพริกสดด้วย อย่างน้ำปลาพริกขี้หนูสดก็ยิ่งช่วยได้ดี

นอกจากนี้ความเผ็ดของพริกช่วยลดไขมัน ป้องกันลิ่มเลือดจับตัว และช่วยคุมน้ำหนัก เพราะทำหน้าที่เผาผลาญพลังงานให้ด้วย ทั้งนี้จากการศึกษาในอินเดียพบว่า อาสาสมัครที่รับประทานพริกนั้นให้ผลในการลดลิ่มเลือดอุดตันตามหลอดเลือดได้ อีกทั้งปลอดภัยจากสารพิษตกค้างไม่เหมือนกับกินยาด้วย

แล้วยังสามารถลดปวดด้วยกรดเผ็ด ที่เรียกว่า “แคปไซซิน” ในพริก รวมถึงสาร “เคอคิวมิน” ในเครื่องเทศอย่างขมิ้นที่ช่วยดับไฟอักเสบได้ จึงเหมาะกับผู้มีอาการปวดไปจนถึงแสบร้อนจากการอักเสบตามที่ต่างๆ อาทิ โรคเริม, งูสวัดไปจนถึงปวดอักเสบตามข้ออย่างรูมาตอยด์, ข้อเสื่อม และอาการปวดฟกช้ำทั้งหลาย

พริกเผ็ดยังช่วยคลายเครียด พริกเป็นอาหารร่าเริงที่แท้จริงเพราะสร้าง “เอ็นดอฟิน” เป็นเคมีสุขที่ทำให้สดชื่นมีชีวิตชีวาหลั่งออกมาภายหลังจากกินเผ็ดไปไม่นาน ลองสังเกตอาการหลังทานส้มตำพริกสิบเม็ดได้ว่าเหงื่อออกแล้วสบายตัวสดชื่นดี

และสุดท้ายช่วยเรียกน้ำย่อยเจริญอาหาร ผู้ใหญ่มักเบื่ออาหารเมื่อถึงวัยหนึ่ง ดังนั้นการได้รับประทานรสเผ็ดจะช่วยสะกิดต่อมรับรสให้รู้โอชะได้ดีขึ้น นอกจากรสขมแล้วเผ็ดเป็นรสที่ช่วยกระตุ้นดอกลิ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่น เอง.